เพราะทุกตารางนิ้วคือ 'ความใส่ใจ' เผย 10 ความพิถีพิถันที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดของ SALADAENG ONE

ทุกผิวสัมผัส ทุกเหลี่ยมมุม ทุกองค์ประกอบ ล้วนผ่านกระบวนการคิด และลงมือทำอย่างพิถีพิถัน จนกลายเป็นคอนโดมิเนียม Super Luxury ที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และ 10 ความพิถีพิถันที่ซุกซ่อนอยู่ในรายละเอียดต่อไปนี้จะทำให้คุณรู้จัก SALADAENG ONE ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้ SALADAENG ONE แตกต่างจากอาคารสูง และคอนโดมิเนียมทั่วๆ ไป คือการ 'เล่น' กับเหลี่ยมมุมอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะหน้าต่างของแต่ละห้องที่ถูกออกแบบให้เปิดรับวิวทิวทัศน์แตกต่างกันออกไป

กระจกสูงจากพื้นจรดเพดานไร้เฟรมอลูมิเนียมคั่นกลาง, Floor Drain ที่เรียบสนิทจนแทบมองไม่เห็น, ขอบบัวแบบฝังเข้าไปในผนัง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ทีมงานตกแต่งภายในต้องผ่านไปให้ได้

ในย่านศาลาแดงที่เต็มไปด้วยอาคารสูงมากมาย SALADAENG ONE คือสถาปัตยกรรมแห่งใหม่ที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ และกลายเป็นผลงานศิลปะทรงคุณค่าที่จะอยู่เหนือกาลเวลานับจากนี้เป็นต้นไป ภายใต้แนวคิด One That Matters 'สิ่งที่มีความหมายมากกว่าทุกสิ่ง'

หากมองภายนอกอาจพบว่า SALADAENG ONE คืออาคารคอนโดมิเนียมรูปทรงแปลกตา แต่ถ้าได้ลองสัมผัสให้ลึกไปกว่านั้นจะรู้ว่าโครงการนี้คือ 'งานคราฟต์' ด้านสถาปัตยกรรมที่มีรายละเอียดมากมายซุกซ่อนอยู่

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้โครงการนี้มีความน่าสนใจ เพราะทุกผิวสัมผัส ทุกเหลี่ยมมุม ทุกองค์ประกอบ ล้วนผ่านกระบวนการคิด และลงมือทำอย่างพิถีพิถัน จนกลายเป็นคอนโดมิเนียม Super Luxury ที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

10 ความพิถีพิถันที่ซุกซ่อนอยู่ในรายละเอียดต่อไปนี้จะทำให้คุณรู้จัก SALADAENG ONE ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

1. โครงการ Super Luxury บนทำเลที่ยากจะพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคต เป็นที่รู้กันดีว่าที่ดินย่านศาลาแดงถือเป็น rare item สำหรับแวดวงอสังหาริมทรัพย์ เพราะนอกจากมูลค่าที่มหาศาลแล้ว ทำเลนี้ยังตอบโจทย์ทุกด้านของการใช้ชีวิต จะเดินทางไปไหนก็สะดวกสบาย อยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจ มีแหล่งแฮงก์เอาต์ และที่สำคัญยังอยู่ใกล้สวนลุมพินี ปอดขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ที่เอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกายสำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ เมื่อมีทำเลหายากอยู่ในมือ ความท้าทายของโครงการนี้จึงตกอยู่กับ พิพัฒณ์ นิยะถิรกุล Head of Property Development SC ASSET ที่ยอมรับว่า "รู้สึกตื่นเต้น และหนักใจ" เมื่อต้องรับหน้าที่พัฒนาให้พื้นที่ว่างเปล่านี้ให้กลายเป็น SALADAENG ONE คอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด จากการทำการบ้านอย่างหนักจนค้นพบความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ ในที่สุด พิพัฒณ์ จึงตั้งใจสร้างสรรค์โครงการนี้เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนที่ชอบใช้ชีวิตในเมือง ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือรักสุขภาพและการออกกำลังกาย สุดท้ายจึงลงตัวกับห้อง One Bed พื้นที่ 50 ตร.ม.ขึ้นไป ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ใหญ่ หรือเล็กจนเกินไป ครบถ้วนทุกความต้องการ เติมเสน่ห์ด้วยความปราณีต และรายละเอียดในทุกขั้นตอนการทำงาน "ความยากอันดับหนึ่ง ของการพัฒนาโครงการ SALADAENG ONE อยู่ที่การรวบรวมรายละเอียด ทุกองค์ประกอบ และทำให้ลงตัวที่สุด ตั้งแต่การก่อสร้างที่ต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมชั้นสูง มีวิธีการทำงานที่ซับซ้อน โดยเฉพาะรูปทรงของอาคารที่ต้องทำให้มีความแข็งแรง ไปพร้อมๆ กับความสวยงาม เพื่อให้ออกมาเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด "ถ้าเทียบ SALADAENG ONE เป็นใครสักคน คนนั้นน่าจะมีลุคเรียบๆ แต่มีรายละเอียดน่าค้นหา นี่ล่ะคือความเป็น The One That Matters"

2. ทุกเหลี่ยมมุมมีความหมาย สิ่งหนึ่งที่ทำให้ SALADAENG ONE แตกต่างจากอาคารสูง และคอนโดมิเนียมทั่วๆ ไป คือการ 'เล่น' กับเหลี่ยมมุมอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะหน้าต่างของแต่ละห้องที่ถูกออกแบบให้เปิดรับวิวทิวทัศน์แตกต่างกันออกไป ซึ่ง รติวัฒน์ สุวรรณไตรย์ สถาปนิกจาก OPENBOX ARCHITECT เผยความลับของโครงการนี้ว่า "สังเกตได้ว่าแต่ละห้องจะมีเหลี่ยมมุมไม่เหมือนกันเลย นั่นเพราะเราดีไซน์ให้ทุกห้องสามารถมองเห็นวิวมุมสวนลุมพินี หรือมุมมถนนพระราม 4 หรือสาทร โดยแต่ละห้องจะหันทิศหน้าต่างรับมุมมองที่ดีที่สุด" ขณะเมื่อมองจากภายนอก จะพบกับหน้าต่างกระจกที่ทำองศาไม่เหมือนกัน จนเกิดเป็นเฉดสีของแสงสะท้อนสวยงาม เป็นไดนามิคทางสายตาที่มองได้ไม่มีเบื่อ

3. ความหรูหราในมิติที่กว้างกว่า 'ความหรูหรา' คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ SALADAENG ONE แต่นิยามของความหรูหราทั่วๆ ไปคงใช้ไม่ได้กับสถานที่แห่งนี้ เพราะมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่ง เลย์เอาต์ และการออกแบบแผนผังของอาคารยังใส่ใจรายละเอียดจนถึงที่สุดด้วย บุญกิต ปัญจสุนทร จาก eco-id (Thailand) บอกเล่าถึงดีเอ็นเอของ SALADAENG ONE ว่า ในเชิงการออกแบบโครงการนี้ถือเป็น Urban Art Piece ที่นอกจากความหรูหราแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้พื้นที่อย่างลงตัวมากที่สุด ทั้งพื้นที่ใช้สอยภายในห้องที่จัดสรรไว้อย่างชัดเจน เหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางด้วย "คอนโดฯ หลายแห่ง เวลาขึ้นห้องพักมาก็จะเจอทางเดินกลาง มีห้องพักซ้ายขวาเรียงกันไป แต่ที่นี่จะมีการวางเลย์เอาต์ที่แตกต่าง โดยเฉพาะเอเทรียมกลางตึก หรือการเว้นพื้นที่กลางตึกให้เกิดสเปซ ทำให้ตัวอาคารมีความโปร่งโล่งสบาย อากาศถ่ายเท คล้ายกับเวลาไปเดินห้างสรรพสินค้าแล้วมีโถงตรงกลาง แม้แต่ทางเดินเชื่อมตรงกลางระหว่างห้องก็เป็นจุดที่เราดีไซน์มาแล้วทุกจุด นั่นคือความหรูหราของที่นี่"

4. ความเรียบง่ายที่ซ่อนไว้ด้วยรายละเอียดสุดล้ำลึก อีกโจทย์ที่ท้าทายสำหรับ SALADAENG ONE คือการออกแบบสถาปัตกรรมด้วยแนวคิดแบบ Timelessness ที่มีความเรียบง่าย ใช้งานได้จริง และต้องอยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งนั่นคือหน้าที่ของ ศุภสิริ ไพรสานฑ์กุล Product Design and Innovation ของโครงการที่เชื่อว่า เมื่อคนเราประสบความสำเร็จจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หรือโชว์ให้ใครเห็นอีกแล้ว ดังนั้น SALADAENG ONE จึงต้องทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนความสำเร็จที่เหนือกว่าโดยบอกเล่าผ่านรายละเอียดที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น เริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุทั้งภายใน และภายนอกที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ลงรายละเอียดไปจนถึงขอบประตู กับงานอลูมิเนียมสั่งทำพิเศษ Shimmering Champagne พื้นบัวที่ไม่เพียงแค่สวย แต่ยังดีไซน์มาเพื่อให้วางเฟอร์นิเจอร์ได้จนสุดผนังแบบเรียบสนิท การซ่อนท่อในห้องน้ำใต้แผ่นหิน หรือแม้แต่การจัดวางแสงไฟให้ลงตัวตามฟังก์ชันการใช้งาน "ในการดีไซน์ผมว่าจะดีไซน์ให้ล้ำแค่ไหนก็ได้ แต่สิ่งที่เราทำคือการหาสมดุลให้เจอว่าจุดกึ่งกลางระหว่างดีไซน์กับประโยชน์ใช้สอย เพราะฉะนั้นรายละเอียดต่างๆ ที่ใส่เข้าไปเราไม่ได้มองแค่ความสวยงาม แต่ยังตั้งใจคิดมาเพื่อประโยชน์การใช้งานจริงเพื่อชีวิตที่ลงตัวด้วย"

5. ท้าทายทุกขีดจำกัดของการก่อสร้าง กิตติศักดิ์ ขวัญดี Senior Foreman ถือเป็นอีกคนที่ได้ท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ ของตัวเอง ด้วยการรับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างโครงการ SALADAENG ONE ในทุกขั้นตอน และทุกรายละเอียด กระจกสูงจากพื้นจรดเพดานไร้เฟรมอลูมิเนียมคั่นกลาง, Floor Drain ที่เรียบสนิทจนแทบมองไม่เห็น, ขอบบัวแบบฝังเข้าไปในผนัง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ กิตติศักดิ์ และทีมงานต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมากในทุกขั้นตอนการทำงาน "SALADAENG ONE ถือเป็นโครงการที่มีรายละเอียดเยอะมาก ผมทำอาชีพนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว มีหลายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ได้ทำในโครงการนี้ เรียกว่าเป็นงาน over standard ในอาชีพนี้ก็เลยก็ว่าได้"

6. แต่ละยูนิตคืองานคราฟต์ "เหมือนกำลังทำงานคราฟต์อยู่" คือความรู้สึกของ ไกรศร กองมนต์ Senior Engineer ของโครงการ ที่ต้องระดมทีมงานมากกว่า 1,200 คนมาช่วยกันต่อเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้ทันตามเวลาที่กำหนด ไกรศร เผยว่าส่วนที่ยากที่สุดคือห้องน้ำที่มีจำนวนแบบมากถึง 250 แบบ ซึ่งแต่ละห้องไม่เหมือนกันเลย อีกทั้งยังต้องทำงานกับวัสดุที่มี ความบอบบางอย่างหินอ่อนธรรมชาติ ซึ่งทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษตั้งแต่ขั้นตอนการขนส่ง ติดตั้ง และการเก็บรักษา "มาตรฐานของ SALADAENG ONE คือตรวจคุณภาพงานแน่นมาก สมมติถ้าหินอ่อนในห้องน้ำมีรอยด่างแม้แต่น้อย ก็ต้องเปลี่ยนทั้งแผ่น เนื้องานของที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ดูเผินๆ เหมือนจะเรียบๆ แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เยอะมาก แต่ก็ได้ลองทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ ได้เรียนรู้วิธีการทำงานในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน"

7. การผสมผสานโครงสร้างที่ซับซ้อน ความท้าทายอีกด้านของโครงการ SALADAENG ONE ยังรวมถึงงานไม้ ที่ถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างในการตกแต่งภายใน ทำให้เกิดความคลาสสิค และเพิ่มความคงทนในการใช้งานมากกว่าโครงสร้างที่ทำมาจากเหล็ก โจทย์ที่ ธีรพัฒน์ สำราญ Assistant Project Site ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบงานไม้ภายในโครงการได้รับ คือความเรียบง่าย ที่ซ่อนรายละเอียดในทุกผิวสัมผัส ดังนั้นในทุกกระบวนการจึงต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ ตั้งแต่การเข้ารอยต่อของไม้ การเคลือบน้ำยากันปลวก รวมถึงการนำไม้มาผสมผสานกับวัสดุประเภทอื่นๆ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ช่างไม้ทั่วๆ ไป "งานที่นี่ไม่ได้จบแค่ทำตามแบบ แต่เกิดจากการปรับแล้วปรับอีกให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผลงานที่ดีที่สุด ถ้าไม่ใช่ คือ รื้อทำใหม่เท่านั้น"

8. ลวดลายบนหินอ่อนซ่อนความหมาย จิ๊กซอว์อีกชิ้นที่ทำให้ SALADAENG ONE กลายเป็นผลงานศิลปะทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา คือการนำหินอ่อนมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักแทนที่กระเบื้อง ซึ่งแม้จะต้องใช้ความละเอียดอ่อน และใช้เวลาในการทำงานมากกว่า แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาคือความสง่างาม และหรูหราในแบบที่คอนโดมิเนียมโครงการอื่นๆ ให้ไม่ได้ นอกจากจะต้องจับคู่หินอ่อนเฉดสีที่ใกล้เคียงกันแล้ว งานของ ประจิตร์ กึ่งกลางดอน ช่างหินประจำโครงการ ยังรวมถึงการคัดสรรลวดลายของหินอ่อนแต่ละแผ่นเพื่อนำมาวางให้คล้ายเป็นชิ้นเดียวกัน "ความท้าทายของการทำงานในโครงการ SALADAENG ONE คือการคัดสรรลวดลายของหินให้ดูมีความกลมกลืน ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในทุกขั้นตอน เพื่อให้ลวดลายมีความสวยงามเป็เนื้อเดียวกัน"

9. ทุกพื้นผิวคือความพิถีพิถัน หากจ้องมองผนังในโครงการ SALADAENG ONE อาจพบว่าไม่ได้แตกต่างจากอาคารทั่วๆ ไป แต่ถ้าได้ลองสัมผัสด้วยมือเปล่าจะรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ ไร้รอยต่อ ซึ่งต้องใช้ช่างมากกว่า 6 คนในการทำงาน ต่างจากโครงการทั่วๆ ไปที่ใช้ช่างเพียง 3 คน และต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพมากกว่า 6 ครั้งในแต่ละยูนิต รัตนริน เตินเตียน ผู้รับผิดชอบงานปูน และงานฉาบในโครงการเล่าว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือการเข้าเหลี่ยมมุม เนื่องจากห้องมีขนาดใหญ่ และโครงการนี้มีการตรวจสอบคุณภาพหลายขั้นตอน ถ้าผนังไม่เรียบ มุมไม่คม ไม่ตรง ถือว่าไม่ผ่าน เราต้องทำถึงขั้นใช้กล่องเหล็กมาทาบกับมุมเพื่อให้มุมคมและตั้งฉากเสมอกันทุกเนื้องาน เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูง และต้องใช้ช่างที่ชำนาญจริงๆ เท่านั้น"

10. สีสันแห่งรายละเอียด ความปราณีตของ SALADAENG ONE ไม่เว้นแม้แต่ขั้นตอนสุดท้ายอย่างการทาสี ซึ่งโครงการเลือกใช้สีภายในประเภทที่มีกึ่งเงา เพื่อผิวสัมผัสที่ดีกว่า ถือเป็นงานท้าทายอย่างมากสำหรับ วงแหวน นุสชาติ ช่างสีที่ผ่านประสบการณ์ทาสีภายในมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยขั้นตอนการทำงานจะเริ่มจากการทาสีรองพื้น 2 ชั้น ต่อด้วยการตกแต่งและขัดด้วยกระดาษทราย และขัดเงาด้วยกระดาษทรายซ้ำอีกรอบ ซึ่งทีมงานช่างสีต้องใช้เวลามากกว่า 1 สัปดาห์ในการขัดให้เกิดเงาทุกซอกทุกมุมของผนัง และยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพไม่ต่ำกว่า 5 รอบ กว่าจะได้เป็นผนังที่สมบูรณ์แบบ "ถ้ามีจุดไหนสะดุด หรือเป็นรอยด่างเพียงนิดเดียว นั่นหมายถึงเราต้องทาผนังผืนนั้นใหม่ทั้งผืน เพราะผลลัพธ์ที่เราต้องการคือความเรียบเนียนเสมอกันของผนังทั้งผืน"

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในโครงการ SALADAENG ONE ที่รอให้คุณเข้าไปพิสูจน์นิยามใหม่ของ Super Luxury ด้วยตัวเอง